nasak33 — May 19, 2010 — ทหารยิงคุ้มกันเพื่อเคลื่อนย้ายทหารที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกซุ่มยิง

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลาโหมจ่าย 5.2 ล้านทหารกระทืบประชาชน




กลาโหมจ่าย 5.2 ล้านทหารกระทืบประชาชน

ThaiukPress | August 26, 2011 at 06:35 | Categories: Thaiuknews | URL: http://wp.me/pQONk-2Ph

อิหม่ามยะผา เหยื่อผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมานจนตาย

รูปภาพ

จ่ายอ่วม! ทหารกระทืบประชาชนตาย

คำสั่งศาลแพ่ง วันที่ 20 ก.ค 54

1.ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 (เมีย1และลูก4) เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท

2.ค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผา กาเซ็ง ผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท

3.ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท

รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท

จำเลย

1.กระทรวงกลาโหม

2.กองทัพบก

3.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รวม 3 หน่วยงาน

ศาลแพ่งสั่งกลาโหม-ทัพบกชดเชยครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็ง 5.2 ล้าน เหตุตายระหว่างคุมตัว

ศูนย์ข่าวอิสรา

"คดี ซ้อมทรมาน" เกิดขึ้นไม่น้อยในระหว่างทางของปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชาย แดนภาคใต้โดยฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ แต่มีไม่กี่คดีที่พอจะมีความคืบหน้าให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังพอเป็น ที่พึ่งหวังให้กับชาวบ้านตาดำๆ ได้บ้าง และหนึ่งในนั้นคือคดี "อิหม่ามยะผา"

คดีของ "อิหม่ามยะผา" หรือ นายยะผา กาเซ็ง กลายเป็นสัญลักษณ์ "ความไม่เป็นธรรม" คดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในห้วง 7 ปีที่ไฟใต้โหมกระพือรุนแรง โดยก่อนเสียชีวิต นายยะผาเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เขาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อราววันที่ 19-20 มี.ค.2551 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551เพราะถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย

คดีที่มีครอบครัวของอิหม่ามยะผา นำโดย นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของอิหม่าม เป็นผู้เสียหายนั้น มีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่คดีที่มีความคืบหน้าชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ซึ่งเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว คือคดีทางแพ่ง

เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ค.2554 ศาลแพ่งได้นัดพร้อมไกล่เกลี่ยในคดีหมายเลขดำที่ 1084/2552 ซึ่ง นางนิม๊ะ และลูกๆ ของอิหม่ามยะผารวม 4 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว คดีสามารถตกลงกันได้

โดยจำเลยทั้งสาม (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) แถลงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ที่ทำให้นายยะผาเสียชีวิตนั้น เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของจำเลยทั้งสามภายใต้กรอบของกฎหมายตามสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ขณะเกิดเหตุ เมื่อมีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว พบว่านายยะผาผู้ตายและครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ จำเลยทั้งสามรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับที่จะเยียวยาความเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์ตามที่ศาลได้มีการไกล่เกลี่ย และเป็นที่ยอมรับของฝ่ายโจทก์ เป็นค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผาผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 (ภรรยาและบุตร) เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า คดีสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ศาลตรวจสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไป

3 ปีแห่งความเจ็บช้ำ

คดีอิหม่ามยะผายืดเยื้อมากว่า 3 ปี แม้จะเป็นคดีที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในชั้นไต่สวนการตายทางอาญา เพราะเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551 (ราว 9 เดือนหลังเสียชีวิต) ศาล จังหวัดนราธิวาสได้มีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายยะผา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 สรุปว่านายยะผาเสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ 2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551 เนื่องจากผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วในช่องอกด้านขวา ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ราชการตามหน้าที่

ต่อมานางนิม๊ะและลูกๆ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2554 ได้นัดไกล่เกลี่ยกันมาครั้งหนึ่งแล้วที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลแพ่ง แต่ฝ่ายโจทก์และจำเลยไม่สามารถยอมความกันได้ เพราะติดขัดในเรื่องคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้หน่วยงานของจำเลย (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ประกาศทางหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือถึงหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงให้ขอโทษครอบ ครัวของอิหม่ามยะผา ประกอบกับค่าเสียหายที่ฝ่ายจำเลยเสนอมาค่อนข้างต่ำ กระทั่งล่าสุดในการนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ก.ค. จึงสามารถตกลงกันได้

คดีอาญายังมืด-ลุ้นฎีกาขึ้นศาลพลเรือน

สำหรับคดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้ทำสำนวนสรุปความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ ร่วมกระทำความผิดไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2551 แต่จนถึงปัจจุบันการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ต่อมา นางนิม๊ะ ภรรยาของอิหม่ามยะผา จึงตัดสินใจนำคดียื่นฟ้องเองต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1611/2552 โดยนับเป็นคดีแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนได้ลุก ขึ้นใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมฟ้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคดีอาญาเอง

แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิฟ้องคดีเอง ตามกฎหมายกำหนดให้ศาลไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับรับฟ้องเพื่อพิจารณาว่าคดีมี มูลหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2553 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1611/2552 ซึ่งนางนิม๊ะเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.วิชา ภู่ทอง จำเลยที่ 1 ร.ต.สิริเขตต์ วาณิชบำรุง จำเลยที่ 2 จ.ส.อ.เริงณรงค์ บัวงาม จำเลยที่ 3 ส.อ.ณรงค์ฤทธิ์ หาญเวช จำเลยที่ 4 ส.อ.บัณฑิต ถิ่นสุข จำเลยที่ 5 และ พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา (อดีตผู้กำกับการ สภ.รือเสาะ) จำเลยที่ 6 ใน ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อ สิ่งใด, กักขังหน่วงเหนี่ยว, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยทรมานหรือ โดยกระทำทารุณโหดร้าย

ทว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกข้อกล่าวหา และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหารที่มีเขตอำนาจ

ต่อมานางนิม๊ะได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน คือให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหาร ทำให้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 นางนิม๊ะโดยความช่วยเหลือของ นายปรีดา นาคผิว ทนายความโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้ยื่นคำขอรับรองฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนราธิวาสหรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งพิจารณาคดีหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เซ็นชื่อรับรองฎีกาเพื่อส่งฎีกาให้ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไป (ว่าจะรับฟ้องหรือไม่)

ทั้งนี้ รายละเอียดในคำขอรับรองฎีกาของโจทก์นั้น ได้ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ได้พิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่ประทับรับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1-5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร และวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของทั้งสองศาลดังกล่าว ด้วยเห็นว่าอิหม่ามยะผาได้เสียชีวิตภายใต้การปฏิบัติการของทั้งเจ้าหน้าที่ ทหารและตำรวจซึ่งสนธิกำลังร่วมกันจับกุม ควบคุมตัว นำไปแถลงข่าว และเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายจนอิหม่ามยะผาเสียชีวิต จึงเป็นคดีอาญาในเรื่องเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจร่วมกันกระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ

เมียและลูกไม่เอาศาลทหาร ทหารยังยื้ออยู่

ข้อต่อสู้ของทนายฝ่ายลูกและเมีย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพลเรือนร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร คดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลทหาร อีกทั้งหากคดีต้องฟ้องต่อศาลทหาร ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทหาร ได้ และไม่สามารถแต่งตั้งทนายความของตนเพื่อดำเนินคดีในศาลทหารได้ เนื่องจากพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 บัญญัติห้ามไว้ จึงเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในศาลทหารจะทำให้ผู้เสียหายเข้าไม่ถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ถึงนาทีนี้จึงต้องลุ้นว่าคดี "อิหม่ามยะผา" ในภาคอาญาจะเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าจะขึ้นศาลทหารหรือศาลพลเรือน คดีก็เพิ่งเริ่มนับหนึ่งเท่านั้นเอง...

ทหารชี้เป็นบทเรียนกำลังพลต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก นายทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า คดีอิหม่ามยะผาเป็นคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังสามารถ ให้ความเป็นธรรมได้ และกองทัพไม่เคยเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือ ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ซึ่งเป็นนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ทุกคน ในส่วนของคดีอาญาขณะนี้ทราบว่าทางตำรวจได้ดำเนินการตามกระบวนการ เรื่องอยู่ในชั้น ป.ป.ช. และมีคดีที่ครอบครัวของอิหม่ามยื่นฟ้องเองด้วย โดยในส่วนของกำลังพลที่เกี่ยวข้อง ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้มีคำสั่งลงโทษไปตามระเบียบ และย้ายหน่วยดังกล่าวออกจากพื้นที่ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ถือเป็นบทเรียนที่กำลังพลทุกนายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

"ก่อนหน้านี้ ท่านแม่ทัพ (พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์) ได้ส่งคณะไปเยี่ยมครอบครัวของอิหม่ามยะผา และได้ทำความเข้าใจว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินการกระทำที่ผิดพลาดทั้งหมด" พ.อ.ปริญญา ระบุ และว่าในแง่ของการปฏิบัติของกำลังพลโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำและกำชับเพื่อไม่ให้เรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก
http://www.isranews.org/south-news/scoo ... B9%89.html

แม่ น้องเกดได้ตัวอย่างแล้ว มีข้อสังเกตุว่า คดีคืบหน้าเพราะศาลจ.ว นราธิวาสมีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา ม.150 ว่าจนท.รัฐกระทำผิด แต่คดีคนเสื้อแดงโดนนายธาริตทำลายหลักฐานไปเยอะแล้ว จะเอาอะไรให้ศาลดู! หรือศาลไทยกล้างัดข้อลากเหล่มาขึ้นศาลพลเรือนหรือไม่!

ข้อกฏหมายโดยละเอียดในการฟ้อง อ่านจากกระทู้

"ศาลรับฟ้องคดียิงหัว"น้องเฌอ"ซอยรางน้ำเรียก10ล้านดูคลิป"
http://board.banrasdr.com/showthread.php?tid=33776

Add a comment to this post



WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Publish text, photos, music, and videos by email using our Post by Email feature.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com





วัดใจ"มัชฌิมา"หลัง"ใบแดง" ยุบ"ภูมิใจไทย"ทิ้ง"เนวิน" ?? และ ย้อนรอยใบแดง"บุญจง"



วัดใจ"มัชฌิมา"หลัง"ใบแดง" ยุบ"ภูมิใจไทย"ทิ้ง"เนวิน" ?? และ ย้อนรอยใบแดง"บุญจง"



สถานการณ์ "พรรคภูมิใจไทย" หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่จำใจจะต้องเป็น "ฝ่ายค้าน" ร่วมกับ "พรรคประชาธิปัตย์" แบบไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เพราะพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อ "พรรคเพื่อไทย" ในพื้นที่ภาคอีสานอย่างหลุดลุ่ย

ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับที่ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)" มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือให้ใบแดงต่อ "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากกรณีที่ถูกร้องว่า กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553

เป็นผลให้ "พรรคภูมิใจไทย" กลายเป็นพรรคการเมืองล่าสุดที่ต้องเข้ามา "เสี่ยงดวง" กับ "โทษยุบพรรคการเมือง" และ "ตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี"

ซึ่งหมายความว่า หากคำพิพากษา "ยุบพรรค" ที่จะออกมาในอนาคต อาจจะกลายเป็นจุดจบของ "ภูมิใจไทย" ได้

แต่ ทั้งหมดทั้งปวง "โทษยุบพรรค" ในระยะ 5 ปีหลัง "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ก็ไม่เคยเป็นจุดสิ้นสุดบนเส้นทางการเมืองของเหล่า "นักการเมืองพันธุ์แท้" ตัวจริง

ดังนั้นบรรดา "บิ๊กภูมิใจไทย" อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน "สมศักดิ์ เทพสุทิน" หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา "สรอรรถ กลิ่นประทุม" หัวหน้ากลุ่มราชบุรี "สุชาติ ตันเจริญ" หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำ และ "อนุทิน ชาญวีรกูล" แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน จึงเป็นเรื่องยากที่สุดท้ายจะมีใครสักคนสยบยอมให้กับ "โทษแบนทางการเมือง"

โดย ก่อนหน้านี้ "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" กำหนดเอาไว้ว่า ระยะเวลาที่เหลือระหว่างเดือนสิงหาคม 2554-พฤษภาคม 2555 เป็นช่วงเวลาสำหรับการเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่

ที่จะ เป็นเปลี่ยนเลือด เอากลุ่ม "ตัวจริง เสียงจริง" ที่พ้นโทษแบนทางการเมือง 5 ปี ให้ขึ้นมากุมบังเหียนพรรคแทนบรรดา "สตันต์แมน" ที่ขึ้นมารั้งตำแหน่งชั่วคราว อยู่ในปัจจุบัน

โมเดลคร่าวๆ ดูเหมือนว่า เมื่อพ้นเดือน "พฤษภาคม 2555" ซึ่งทั้งหมดจะครบกำหนดโทษ 5 ปีของการยุบพรรค

"ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยปัจจุบัน จะลาออกจากตำแหน่ง "หัวหน้าพรรค"

เพื่อ เปิดทางให้ "แกนนำพรรค" ได้เชิญ "อดีตมือดี" ใน "รัฐบาลไทยรักไทย" เดิม ซึ่งจะพ้นโทษแบน 5 ปีพร้อมกับ "บิ๊กภูมิใจไทย" คนอื่นๆ ให้เข้ามารับตำแหน่ง "หัวหน้าพรรค"

จากนั้นก็จะมีการจัดระบบวาง "แกนนำสำคัญ" ไว้ในเก้าอี้ "ขุนพล"

ตั้งท่าจะรีแบรนดิ้ง "พรรคภูมิใจไทย" ใหม่ด้วยการจัดวาง "หัวหน้าพรรค" และ "ตำแหน่งสำคัญ"

โดย มีชื่อ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เป็นชื่อแรกๆ ในลำดับ ตัวเลือก "หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย" คนต่อไป

แม้ เป้าหมายจะยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น "พรรคใหญ่" หรือไม่ แต่กระบวนการที่เตรียมไว้ทำให้เห็นว่า จะไม่เป็นการตั้งหลักของ "พรรคเล็ก" ธรรมดาๆ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการที่ "กกต." มีมติให้ "ใบแดง" กับนายบุญจง

"โมเดล" เบื้องต้นที่ได้วางกันเอาไว้ ก็อาจจะถูกหยิบจับขึ้นใช้ในการแก้ไขปัญหา "เฉพาะหน้า" ยุบพรรคภูมิใจไทย !

ปรับเปลี่ยนเพียงแค่ "เงื่อนเวลา"....

หากวันคืนจุดจบของ "พรรคภูมิใจไทย" มาทัน "เนวิน-สมศักดิ์-สรอรรถ-สุชาติ-อนุทิน" ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร

"พรรคการเมืองใหม่" ก็จะก่อร่างสร้างตัวเกิดขึ้นได้ โดยมิทำให้เกิดปัญหาภายใน "พรรคภูมิใจไทย"

แต่ ถ้า กระบวนการของ "กกต." เร็วกว่าระยะเวลาปลดพันธนาการการเมืองของบรรดา "แกนนำภูมิใจไทย" อาจจะส่งผลให้ "ภายใน" ของ "ภูมิใจไทย" อ่อนไหวได้ไม่ยาก

เพราะตั้งแต่หลังเลือกตั้ง "3 กรกฎาคม" เป็นต้นมา หลายกลุ่มใน "ภูมิใจไทย" ออกอาการเอาใจออกห่าง "กลุ่มเพื่อนเนวิน"

โดย เฉพาะ "มัชฌิมา" ของ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะๆ ว่าต้องการกลับรังเก่า "เพื่อไทย" ผ่านช่องทางของ"?เยาวภา วงศ์สวัสดิ์", "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" และ "พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล"

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณว่า ต้องการส่ง "ส.ส.ภูมิใจไทย" ซีก "มัชฌิมา" เข้าร่วมกิจกรรม "ประกันตัวคนเสื้อแดง" กับ "ส.ส.เพื่อไทย" ด้วยอีกแรง

ทำให้ต้องวัดใจกันดูว่า สุดท้ายแล้ว "โมเดลพรรคการเมืองใหม่" จะก่อร่างขึ้นจนได้ หรือ "ภูมิใจไทย" ต้องแตกสลายตัวไปคนละทิศละทาง

.....................

 

ย้อนรอยใบแดง"บุญจง"


หลัง จากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงมติสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งหรือให้ใบแดง นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.เขต 10 นครราชสีมา รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จากกรณีให้พัฒนาการ จ.นครราชสีมา นำผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 300 คน ไปอบรมที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง และมีการจัดเลี้ยงแจกสิ่งของ ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย กกต.มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียงให้เสนอต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) แก่นายบุญจง เป็นระยะเวลา 5 ปี ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553

กระบวนการนับจากนี้อาจเทียบเคียงได้ กับกรณีที่ กกต.เคยมีมติให้ยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่ใช้เวลาการส่งเรื่องจาก กกต.ไปศาลฎีกาและ กกต.ได้ขอให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค พปช. รวมทั้งสิ้นกว่า 9 เดือน คือตั้งแต่เดือนมีนาคม-ธันวาคม 2551

โดยคดียุบพรรค พปช.เป็นผลจากการที่ กกต.เชื่อว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรรค พปช. และ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 (ในขณะนั้น) กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันเป็นผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดย กกต.ได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) แก่นายยงยุทธ หลังการประกาศผลการเลือกตั้งให้นายยงยุทธเป็น ส.ส.ไปแล้ว จนเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง จนศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ยืนตามคำสั่งของ กกต.ให้ใบแดงแก่นายยงยุทธ เป็นผลให้นายยงยุทธถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 หลังศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้ว กกต.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธและเห็นควรให้ยุบ พรรค พปช.ตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากนายยงยุทธเป็นกรรมการบริหารพรรค โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้เสนอต่อ กกต. เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 ซึ่ง กกต.เห็นชอบให้ยุบพรรค พปช. โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของ กกต.จึงแจ้งต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2551 เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค พปช. กระทั่งเมื่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคพปช.พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัว หน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค พปช.เป็นเวลา 5 ปี

ซึ่งกรณีของนายบุญจงนี้ อาจจะใช้เวลามากหรือน้อยกว่ากรณีของพรรค พปช.หรือไม่ คงจะต้องรอดูต่อไป

(มติชนรายวัน ฉบับ 25 สิงหาคม 2554)

Add a comment to this post



WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Publish text, photos, music, and videos by email using our Post by Email feature.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




 

THAILAND STORY : ARTICLE 112