nasak33 — May 19, 2010 — ทหารยิงคุ้มกันเพื่อเคลื่อนย้ายทหารที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกซุ่มยิง

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิจัยชาวบ้านต่อสู้คดีความโลกร้อน

วิจัยชาวบ้านต่อสู้คดีความโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF

วิจัยชาวบ้านต่อสู้คดีความโลกร้อน

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ณ ห้องประชุมศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

(รีคอฟ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน Oxfam GB (ประเทศ ไทย) และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จัดเวทีประชุมเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการต่อสู้คดีโลกร้อน โดยมีชาวบ้านในเครือข่ายที่ประสบปัญหาด้านคดีความโลกร้อน เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมายและนักวิชาการ เข้าร่วมประมาณ 50 คน

วัตถุประสงค์หลักของการประชุมครั้งนี้เพื่อนำเสนอสถานการณ์คดีโลกร้อน ประเด็นการต่อสู้ และข้อมูลงานวิจัยชุมชนของเครือข่ายฯเพื่อหักล้างคดีความโลกร้อน รวมทั้งการวิเคราะห์แลกเปลี่ยนแบบจำลองการคิดค่าเสียหายโลกร้อน การวิเคราะห์แนวทางทางกฎหมายและนโยบายเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของเกษตรกรราย ย่อยที่ถูกคดีความโลกร้อน

1. การนำเสนอประเด็นปัญหาเรื่องที่ดิน และคดีโลกร้อนในภาพรวม

สถานการณ์ภาพรวมคดีเรื่องที่ดิน ป่าไม้ และที่สถานประโยชน์ ข้อมูลสถิติจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

ภูมิภาค

จำนวนคดี/กรณี

จำนวนผู้ถูกคดี/ รายคน

ภาคเหนือ

76

285

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

14

115

ภาคใต้

41

100

รวม

131

500

จำนวนคดีโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 38 คดี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สถานการณ์เกษตรกรผู้ถูกดำเนินคดีแพ่ง (โลกร้อน) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาตรา 97

ลำดับ

สถานะของคดี

จำนวน (ราย)

มูลค่าความเสียหาย

เพศ

ขนาดพื้นที่ถูกฟ้อง (ไร่)

หญิง

ชาย

1.

มีหนังสือเรียกค่าเสียหาย

10

12,595,000

10

-

สูงสุด 21-8-83 ไร่

2.

กำลังอุทธรณ์คดีอาญาและถูกดำเนินคดีแพ่ง

16

426,876

6

10

9-0-46 ไร่

3.

กำลังฎีกาคดีอาญาและกำลังอุทธรณ์คดีแพ่ง

1

129,732

-

1

3-3-0 ไร่

4.

ศาลตัดสินคดีอาญาและกำลังดำเนินคดีแพ่ง

2

730,300

2

-


5.

ศาลตัดสินคดีอาญาและบังคับคดีแพ่ง

9

18,960,000

7

2



รวม

38

32,841,608

25

13


กรมอุทยาน ฯ มีการคำนวนความเสียหายในการฟ้องร้องชาวบ้านเกษตรกรรายย่อยในคดีโลกร้อนโดยใช้แบบจำลองซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหายคิดเป็นมูลค่า 4,064 บาท ต่อไร่ต่อปี (เป็นการคิดค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยมไปโปรยทดแทน)

2. ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาทต่อไร่ต่อปี

3. ทำให้สูญเสียน้ำออกไปจากพื้นที่โดยการแผดแผาของดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี

4. ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี (คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรทุกดินขึ้นไปและปูทับไว้ที่เดิม)

5. ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี (คิดเป็นค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้เดินเครื่องปรับอากาศชั่วโมงละ 2.10 บาท ซึ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศทั้งหมดเท่ากับ 5.93 ตันต่อชัวโมงและกำหนดให้เครื่องปรับอากาศทำงานวันละ 10 ชั่วโมง (08.00-18.00 .)

6. ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 ไร่ต่อปี

7. มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า 3 ชนิด

7.1 การทำลายป่าดงดิบค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท (ต่อไร่)

7.2 การทำลายป่าเบญจพรรณค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท (ต่อไร่)

7.3 การทำลายป่าเต็งรังค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท (ต่อไร่)

จาก สถานการณ์คดีโลกร้อนนี้เองทำให้เกิดการทำงานวิจัยชุมชนเพื่อช่วยสนับสนุนชาว บ้านในการต่อสู้คดีโลกร้อน โดยความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นในภาคอีสานและภาคใต้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานและภาคใต้ กลุ่มปฎิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนฯ(รีคอฟ)

โดยงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในพื้นที่ ศึกษาหลัก 4 ชุมชน คือ

1. ชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

2. ชุมชนบ้านตระ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

3. ชุมชนบ้านห้วยกลฑา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

4. ชุมชนบ้านห้วยระหงส์ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

เป้าหมายของการทำงานวิจัย

  • เพื่อนำข้อมูลผลการศึกษาไปใช้อธิบาย ต่อสู้ทางคดีความในชั้นศาลให้กับเกษตรกรรายย่อยที่ถูกฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหาย
  • เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องวิถีการผลิตและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของชุมชนที่สัมพันธ์กับประเด็นเรื่องภาวะโลกร้อน

วัตถุประสงค์งานวิจัย

  • เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของวิถีการผลิตและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของชุมชนกับเรื่องภาวะโลกร้อน
  • เพื่อ ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณการปลดปล่อย การกักเก็บ และการดูดซับธาตุคาร์บอน และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในวิถีการผลิตและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบ ต่างๆของชุมชน
  • เพื่อ นำเสนอแนวทางนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนวิถีการผลิตและการจัดการ ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อ สร้างให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและสร้างความสมดุลทางคาร์บอนอันเป็นการ บรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

2. การนำเสนองานวิจัยที่ 1 พื้นที่บ้านห้วยกลทา อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ (ดูรายละเอียดเนื้อหาจากเอกสารแนบ)

3. การนำเสนองานวิจัยที่ 2 พื้นที่บ้านทับเขือ ปากหมู ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง (ดูรายละเอียดการนำเสนอจากเอกสารที่แนบ)

ข้อเสนอแนะจากที่ประชุมต่องานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น

การ นำเสนอผลการวิจัยทั้งสองพื้นที่แสดงให้เห็นว่าวิจัยมุ่งเน้นที่การเก็บ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อโต้แย้งกับแบบจำลองของกรมอุทยาน ฯ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า

1. งาน วิจัยยังไม่สามารถแก้หรือหักล้างคดีโลกร้อนได้ทั้งหมด แต่เป็นการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร จากข้อมูลที่ได้จากพื้นที่เปรียบเทียบกับแบบจำลองเพื่อคิดค่าเสียหายที่กรม อุทยานนำมาฟ้อง

· กรณีการฟ้องเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้น ใช้อุณหภูมิที่จังหวัด ซึ่งห่างไกลจากพื้นที่ โดยผลการศึกษาเรื่องอุณหภูมิในระดับพื้นที่(Micro Climate) พบว่า ความแตกต่างของอุณหภูมิเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา การวัดอุณหภูมิจะขึ้นอยู่กับความสูง และรอบวันด้วย

· ใน การคิดค่าเสียหายเรื่องธาตุอาหารในดินสูญหาย จากการคำนวณไนโตรเจน จะเห็นได้ว่าไนโตรเจนในดินมาจากหลายแห่ง เช่น ได้มาจากพืชตระกูลถั่ว ที่ขึ้นอยู่ปกคลุมดินในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ค่าไนโตรเจนในดินที่เปิดโล่งจะมีค่าเป็นศูนย์หรือติดลบ ดังสมการคณิตศาสตร์ที่ทางกรมอุทยานนำมาใช้

· ประเด็น การกัดเซาะหน้าดิน การซึมน้ำของดิน จะมีความแตกต่างกัน ตามลักษณะของพื้นที่ โดยพืชคลุมดินมีส่วนช่วยในการลดอัตราการกัดเซาะหน้าดินมากกว่าการปกคลุม เรือนยอดของต้นไม้

· การ ดูดซับก๊าซคาร์บอน การกักเก็บคาร์บอนอยู่ในรูปของเนื้อไม้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ มีการผสมผสานต้นไม้กับพืชคลุมดิน มีวิถีปฏิบัติด้านเขตกรรม(Cultural Practice) มี พืชเสริม เช่น ผสมผสานถั่วแดงในไร่ข้าวโพด มีการตัดสางและกักเก็บซากพืชคลุมดินสะสมไว้ในดิน โดยสัดส่วนคาร์บอนที่สะสมในดินนี้มักจะมีอยู่มากที่สุด และกำลังรอผลการตรวจสอบดินจากห้องแล็ป

2. กิจกรรม ทุกกิจกรรมของมนุษย์ล้วนปลดปล่อยคาร์บอน และการปลดปล่อยคาร์บอนเพื่อความมั่นคงทางอาหารหรือวิถีชุมชน เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อความอยู่รอด ให้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

3. ควร มีการสร้างแบบจำลองการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนเอง เพื่อต่อสู้ทางคดี และนำไปใช้ในอนาคต โดยให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการทำวิจัย ทำข้อมูล และทีมวิชาการ ทีมคนทำงานช่วยเสริมให้เกิดกระบวนการ และควรมีการรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในวิถีชุมชนต่อสาธารณชน และนำไปสู่การวางแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรร่วมกันของเครือข่าย

4. การ เตรียมตัวเพื่อสู้คดี ควรสู้มากกว่าโมเดล เช่นทำอย่างไรถึงจะทำให้ศาลเชื่อว่าชาวบ้านอยู่ทำกินมาก่อน ประเด็นคือต้องรวมกันระหว่างแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ นิเวศวิทยา และแนวคิดทางสังคม วิถีชุมชน สิทธิชุมชน เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นพลังในการต่อสู้มากขึ้น

5. ข้อควรระมัดระวัง ถ้านำเสนอข้อมูลไม่รอบด้าน การใช้เรื่องแบบจำลองการคิดค่าเสียหาย 7 ข้อ มาสู้เพียงลำพัง จะทำให้เกิดความล่อแหลม จะทำให้ข้อมูลนี้กลับมาเป็นโทษแก่ชุมชนมากกว่าจะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้คดี (ตัวอย่าง เช่น ไร่ข้าวโพดทำให้ดินอุ้มน้ำน้อยกว่าพื้นที่ป่า หรืออุณหภูมิของไร่ข้าวโพดสูงกว่าพื้นที่ป่า และอุณหภูมิของไร่ข้าวโพดมีความแตกต่างกันมากในระหว่างกลางวันและกลางคืน ในขณะที่อุณหภูมิพื้นที่ป่ามีความแตกต่างกันน้อยกว่า เป็นต้น)

6. มี การนำเสนอว่าให้เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องรอยเท้านิเวศน์ของทั้งสองพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ว่าเกษตรกรเหล่านี้เป็นผู้ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า กลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคม

7. งาน วิจัยในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานควรจะเพิ่มเนื้อหาในเรื่องภาพรวมของชุมชน มากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของชุมชนไม่ได้ทำให้โลกร้อน โดยเน้นถึงวิถีการทำเกษตรของชุมชน และความพยายามของชุมชนในการดูแลรักษาป่า การพึ่งพาอาศัยป่าเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของครัวเรือน อาจจะต้องมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือใช้ข้อมูลเดิมที่เคยศึกษามาแล้วในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารและราย ได้มาเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลงานวิจัยมีน้ำหนักมากขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ใน การต่อสู้คดี

4. การนำเสนองานวิจัยที่ 3 พื้นที่บ้านห้วยหินลาด อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย (ดูรายละเอียดการนำเสนอจากเอกสารที่แนบ)

งานวิจัยชิ้นนี้มีความแตกต่างจาก 2 ชิ้น แรกไม่ได้มีวัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อโต้แย้งกับแบบจำลองของกรมอุทยาน ฯ จึงทำให้ขาดการเก็บข้อมูลในเชิงเทคนิควิทยาศาสตร์ทางด้านป่าไม้ ดิน และน้ำ แต่เป็นการศึกษาเพื่อแสดงให้เห็นว่าชุมชนบ้านห้วยหินลาดเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำ และมีวิถีการผลิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่า และในทางกลับกันก็ดูแลรักษาป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน และความอุดมสมบูรณ์ของป่าจะทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและเศรษฐกิจครัวเรือน

ข้อเสนอแนะของที่ประชุมต่องานวิจัยชิ้นที่ 3

เป็นงานวิจัยที่ช่วยทำให้เห็นส่วนที่ขาดหายไปของงานวิจัยสองชิ้นแรก ถ้างานวิจัยทั้ง 3 ชิ้นนี้นำเอาเทคนิควิธีการวิจัยมารวมกันจะทำให้เกิดงานวิจัยชุมชนที่มีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น

5. การวิเคราะห์แบบจำลองโดยอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด

5.1 ประเด็นการปรับชาวบ้านในคดีโลกร้อนนั้นเมื่อเทียบกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมคือ "ผู้ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นผู้จ่าย" จะต้องบังคับใช้กับผู้ก่อความเสียหายทุกคน หรือบังคับใช้กับผู้ที่เป็นต้นเหตุหลักในก่อความเสียหาย แต่ชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ก่อความเสียหายหลักในประเด็นเหล่านี้

5.2 ค่าความเสียหายคำนวณจากแนวปฏิบัติทั่วไปในการฟื้นฟู และ/หรือ ทดแทนความเสียหายของทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรใช้แนวปฏิบัติที่มีต้นทุนที่เหมาะสม โดยเน้นการปรับตัวของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย ซึ่ง การเปิดแอร์เพื่อลดอุณหภูมิ หรือการนำน้ำไปฉีด หรือขนดินขึ้นไปเติมในพื้นที่ไม่ใช่เป็นมาตรการฟื้นฟูที่เหมาะสมและเป็นแนว การปฏิบัติทั่วไป

5.3 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะไม่มีการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของป่าในสภาพพื้นที่พิพาทจริง เพราะแบบจำลองมีแต่การจำแนกชนิดป่า 5 ชนิดเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดของความอุดมสมบูรณ์

5.4 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะเป็นการคำนวณค่าความเสียหายของเนื้อไม้ และการเพิ่มพูนของเนื้อไม้รายปี (ปริมาตรไม้) เท่านั้นไม่มีการคำนวณความเสียหายของเนื้อไม้ชนิดของไม้ที่ตัด

5.5 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการคำนวณความเสียหายจากการสูญเสียธาตุอาหารหลักโดยการคำนวณ N-P-K จากข้อมูลพื้นที่หน้าตัดลำต้นของต้นไม้เท่านั้นไม่มีการสำรวจสภาพของธาตุอาหารในดินในพื้นที่จริงและในพื้นที่ป่าใกล้เคียง และไม่มีการสำรวจพืชคลุมดินในสภาพพื้นที่จริง

5.6 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการคำนวณค่าความเสียหายจากอากาศร้อนขึ้น ไม่มีการสำรวจสภาพอุณหภูมิในพื้นที่จริง (ในระดับต่างๆ และในช่วงเวลาต่างๆ) และไม่มีการสำรวจพืชคลุมดินในพื้นที่จริงเพื่อเปรียบเทียบกับสภาพป่าใกล้เคียง แบบ จำลองคำนวณค่าเสียหายจากอากาศร้อนขึ้น โดยใช้ข้อมูลชนิดของป่า และพื้นที่หน้าตัดของต้นไม้ที่ถูกตัด มาคำนวณเป็นค่าคะแนนปัจจัยพืชคลุมดิน โดยไม่มีการสำรวจพื้นที่จริง

5.7 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการ คำนวณค่าความเสียหายจากอากาศร้อนขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการเปิดเครื่องปรับอากาศ มิใช่วิธีการปกติที่คนทั่วไปจะใช้ในการลดอุณหภูมิในสภาพพื้นที่จริง ทั้งยังเป็นวิธีการที่ยิ่งทำให้อุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้น

5.8 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการคำนวณปริมาณน้ำที่สูญหายมาจาก 3 ส่วน 1) ดินไม่ดูดซับน้ำ เนื่องจากการอัดแน่นของผิวดินจากแรงกระทบของเม็ดฝน 2)แสงแดดแผดเผา เนื่องจากไม่มีป่ามาปกคลุม 3) ฝนตกน้อยลง แต่ไม่มีการเก็บข้อมูลการดูดซับน้ำของดินในสภาพจริง ไม่มีข้อมูลการระเหยน้ำในสภาพจริง และไม่มีข้อมูลปริมาณน้ำฝนในสภาพจริง (แบบจำลองใช้ข้อมูลน้ำฝนรายจังหวัด แทนปริมาณน้ำฝนในพื้นที่จริง, แบบจำลองใช้การจำแนกชนิดป่าแทนสภาพของพืชในพื้นที่จริง และแบบจำลองใช้ความสูงของชั้นดิน แทนสภาพดินในพื้นที่จริง (เช่น ความชื้น)

5.9 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการคำนวณค่าความเสียหายโดยเทียบกับการเช่ารถบรรทุกน้ำขึ้นไปฉีดพรมในพื้นที่ มิใช่วิธีปฏิบัติของคนทั่วไปในสภาพพื้นที่จริง

5.10 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะการคำนวณความเสียหายจากดินสูญหาย ไม่มีการคำนึงถึงสภาพของพืชคลุมดิน สภาพฝนที่ตกในพื้นที่ และการเพิ่มพูนดินจากเกษตรกรรมในสภาพจริง

5.11 การใชัแบบจำลองคิดค่าเสียหายเป็นปัญหาเพราะ ปัญหาการนับซ้ำ (double counting) ค่าความเสียหาย 1)ระหว่างการคิดค่าดินสูญหายกับธาตุอาหารสูญหาย 2) ระหว่างการคิดค่าอากาศที่ร้อนขึ้นกับการสูญเสียน้ำ

สรุป

มี ความเป็นไปได้สูงมากที่จะโต้แย้งแบบจำลองการคิดค่าเสียหาย เพราะแบบจำลองดังกล่าวมีการใช้ข้อมูลในแต่ละสภาพพื้นที่จริงน้อยมาก กลายเป็นจุดอ่อนของแบบจำลองเอง

เพียงแต่จะต้องเน้นการทำเอกสารวิชาการที่จะใช้โต้แย้งให้ชัดเจนและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ดู จากตัวอย่างการพิจารณาคดีที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า ตราบใดที่ศาลยังเห็นว่า การตัดต้นไม้เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นชาวบ้านจะไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

การต่อสู้คดีจึงต้องมุ่งนำเสนอภาพรวมทั้งหมดของวิถีชีวิตชุมชน (มิใช่แค่ตอไม้ 37 ตอ) ว่าช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไร

โดยเฉพาะการคิดค่าเสียหายเรื่อง "โลกร้อน" จำเป็นต้องมองในภาพรวมเช่น ต้องพิจารณารอยเท้านิเวศน์ หรือรอยเท้าคาร์บอนของชุมชน

แต่เราจะโยง "ไร่ข้าวโพด" กับ "ป่าชุมชน" ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร??

6. การ วิเคราะห์การสู้คดีในประเด็นกฏหมายสิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฏหมายสิ่งแวดล้อม หรือประเด็นกฏหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ทีมกฏหมาย นำโดยพี่แย้ พี่แสงชัย และฉี

  • การฟ้องศาลปกครอง
    • เกี่ยว กับแนวปฏิบัติเรื่องการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมของกรมอุทยานฯ ทางทีมกฎหมาย ได้พิจารณากันว่า มีช่องทางในการฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนแนวปฏิบัติดัง กล่าวหรือไม่ (ฟ้องเพิกถอนแนวปฏิบัติฯ และกระบวนการที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรม)
    • ในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันในแง่กฎหมาย และมีข้อสรุปว่าควรใช้ช่องทางนี้ด้วย โดยให้ทางทีมกฎหมาย (ฉีและพี่แสงชัย) ไปร่างคำฟ้องมาและส่งให้ทีมทนายทุกคนช่วยดูอีกครั้ง
  • วิเคราะห์แนวทางการพิพากษาของศาลเรื่องคดีโลกร้อน
    • ใน ที่ประชุมมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากความเห็นของอาจารย์เดชรัตน์ เรื่องคำพิพากษาของศาลหล่มสัก เกี่ยวกับโมเดลการคิดค่าเสียหาย ว่าถึงแม้ศาลจะไม่เชื่อว่าค่าเสียหายที่คิดไม่ตรงกับสภาพที่เกิดเหตุจริงก็ ตาม แต่ศาลก็ใช้ดุลยพินิจคิดค่าเสียหายอยู่ดี ในคดีนี้ศาลพิจารณาจากเนื้อไม้ที่มีการตัดในพื้นที่จำนวน 38 ต้น และคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 45,000 บาท
    • ใน ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในประเด็นนี้แล้วเห็นว่า การต่อสู้คดีหรือนำสืบพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีจะต้องนำสืบให้เห็นว่า การใช้ประโยชน์ในที่ดินของชาวบ้านไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม แต่อย่างใด ในทางตรงข้ามยังช่วยรักษาหรือทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยต้องมีการลงไปทำข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัด อุณหภูมิ การตรวจวัดดิน อย่างที่ทีมวิจัยได้ไปทำในพื้นที่เพชรบูรณ์และพื้นที่ตรัง เพื่อนำข้อมูลไปประกอบในการนำเสนอต่อศาล เพื่อหักล้างความเสียหายที่ฝ่ายกรมอุทยานฯฟ้อง และเพื่อศาลจะได้ไม่ใช้ดุลยพินิจหรือใช้ดุลยพินิจว่าไม่มีค่าเสียหาย
    • วิเคราะห์ ความคิดเบื้องหลังของศาลก็คือ ศาลเชื่อว่าพื้นที่เป็นของรัฐไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เสียหาย กรณีคดีที่หล่มสัก ศาลไม่ฟังเรื่องสิทธิชุมชนเลย โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันสังคมไทยก็ยังไม่ยอมรับเรื่องสิทธิชุมชนเลย แนวทางการต่อสู้คืออธิบายกับสังคมแล้วตีวงล้อมกลับไปที่ศาล
  • เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ
    • ใน ที่ประชุมเห็นว่าการขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจะต้องประสานงานไปยังสภาทนายความอีกครั้งว่าจะมีส่วนช่วยเหลืออย่างไร โดยทีมกฎหมายจะไปประสานอีกครั้ง
  • การรณรงค์ต่อสาธารณะเพื่อประกอบกับการดำเนินคดีในศาล
    • ที่ ประชุมเห็นว่าควรมีการรณรงค์เพื่อให้ความรู้กับสาธารณะ รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ควรทำงานกับศาลด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นคดีโลกร้อนนี้ เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาที่เป็นจริง ทางทีมกฎหมายเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคดีในศาลด้วย เพราะหากกระแสสังคมเข้าใจและเห็นด้วย ก็จะมีผลต่อการวินิจฉัยของศาลด้วย
  • เรื่องอื่นๆ
    • ที่ ประชุมเสนอว่าควรมีการทำงานกับศาล อย่างเช่น สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ ที่กำลังทำวิจัยเรื่องวิธีพิจารณาคดีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในศาลยุติธรรม ซึ่งทางคณะทำงานน่าจะประสานหรือนำเสนอประเด็นคดีโลกร้อนนี้เข้าไปในงานวิจัย นี้ด้วย เพื่อจะได้สะท้อนมุมมองต่อกระบวนการยุติธรรมด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วย

7. สรุปประเด็นการแลกเปลี่ยนทั่วไป

· งาน วิจัยที่ดำเนินการอยู่ต้องมาหนุนเสริมการต่อสู้คดีของชุมชน โดยการนำเสนอประเด็นเรื่อง วิถีการผลิตของคนยากจน และวิถีชีวิตชุมชนในการทำมาหากินและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งประเด็นความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิชุมชน การสร้างแบบจำลองฉบับชุมชนที่นำเสนอให้เห็นว่าป่าเป็นมากกว่าไม้และที่กัก เก็บคาร์บอน

· ต้องมีข้อสรุปงานจัยหรืองานวิชาการเพื่อสนับสนุนให้หยุดการใช้แบบจำลองของกรมอุทยาน ฯ เพื่อใช้ในการฟ้องร้องชาวบ้าน

· การ รณรงค์เรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นธรรมกับสาธารณะชน และสื่อสาธารณะ โดยการนำเสนอความไม่เป็นธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ป่า และมีวิถีการทำเกษตรแบบวนเกษตร ไร่หมุนเวียน เป็นต้น ตลอดจนการรณรงค์เรื่อง"ใครกันแน่ทำให้โลกร้อน"และเชื่อมโยงกับการเมือง ระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาโลกร้อน

 


แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 17 กรกฏาคม 2010 เวลา 05:45 น. )

--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Paul McCartney - I'll Follow The Sun

Paul's mother died when he was 14. He wrote I'll Follow the Sun when he was 16. Following the sun may represent Paul's mother and her expectations for him. Paul loved women profoundly, and truly introduced feminism into rock-and-roll. All the Beatles songs held a profound respect for women. Paul is subconsciously saying that he'll always love his mother, and that she'll always lead him and motivate him. It was not a slight to the other women in his life, it spoke to his inner cord.

Telling Time in Italy

hillcrestswimmer September 13, 2006
SETUP: An elderly Italian man is sleeping on the side of the road on a pile of hay.. He is awakened by a wealthy man on a motorcycle who asks for the time. The old gentleman has a donkey next to him and by simply feeling the donkey, he tells the man on the motorcycle the time... This gentleman on his return trip spots the old man again and, thinking the old man was just lucky, asks him again. To the wealthy man's surprise, the old man is exactly correct again about the time. Now watch the video and see how the old man knows what time it always is.

อัพเดท ข่าวขยะ "ต้องช่วยกันโกหกเพื่อเสริมบารมี" เบื่อข่าวแบบนี้มาก


อัพเดท ข่าวขยะ “ต้องช่วยกันโกหกเพื่อเสริมบารมี” เบื่อข่าวแบบนี้มาก

ในหลวง”รักษาพระองค์รพ.ศิริราชไม่เคยหยุดทรงงาน “ดิสธร”แนะปลัด จว.-นายอำเภอทำงานอย่างมดอย่าเป็นปลวก

นายดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง กล่าวในการประชุมเชิงสัมมนาเชิงปฏิบัติการปลัดจังหวัด และนายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 หัวข้อ “เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ในการถวายงาน เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน” ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมว่า นายอำเภอถือเป็นผู้ที่ใกล้ชิดประชาชน หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ต้องยื่นมือไปช่วยเหลือเป็นมือแรก ไม่ว่าจะเป็นมือของใคร เพราะจะถือเป็นน้ำพระทัยจากพระเจ้าแผ่นดิน ช่วยดึงประชาชนที่กำลังจะจมน้ำขึ้นจากน้ำ เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ไม่ว่าจะประสบความเดือดร้อนเรื่องใดก็ตาม และทุกพระองค์ทรงร่วมให้ความช่วยเหลือเช่นกัน
“แต่ขณะนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 83 พรรษา รักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชมา 9 เดือน แต่พระองค์ไม่เคยหยุดทรงงาน ก่อนหน้านี้ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น พระองค์ทรงห่วงใย และติดตามสถานการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ตลอด ทั้งนี้ ขณะนี้พระองค์ทรงพระดำเนินได้แล้วในระยะสั้นๆ แต่ที่ยังประทับอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะยังต้องทำกายภาพกล้ามเนื้อ พระหัตถ์ยังไม่แข็งแรง แต่พระสมองไม่มีปัญหา” รองเลขาธิการพระราชวังกล่าว
นายดิสธรกล่าวว่า พระองค์รับสั่งกับตนเสมอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนตก ดินถล่ม หรือภัยพิบัติต่างๆ ว่ามูลนิธิแรกที่เข้าถึงพื้นที่จะต้องเป็นราชประชานุเคราะห์ หากไปเองได้ก็ขอให้ไปด้วยตัวเอง แต่ตนทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้น ในฐานะที่ทำงานรับใช้สถาบัน การทำงานของเราต้องเสริมพระบารมีให้พระองค์ท่าน ขอบอกว่าการทำงานมี 2 แบบ คือ 1.ทำงานแบบมดงาน ออกหากินนอกบ้าน แล้วขนของเข้ามาในบ้าน
“2.ทำงานแบบปลวก คือกัดกินบ้านจนพัง ดังนั้น เราต้องทำงานอย่างมด ช่วยกันเสริมสร้างพระบารมี ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรทราบถึงคุณค่า และการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ท่าน แต่ถ้าเป็นปลวกก็ดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือ แอบอ้างหาประโยชน์ให้ตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ทำให้สถาบันเสื่อมล” รองเลขาธิการพระราชวังกล่าว
นายดิสธรกล่าวว่า ได้รับทราบจากอดีตผู้ว่าฯ ว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยน้อยใจ เพราะอย่างกระทรวงการต่างประเทศ จะไปเป็นทูตประเทศไหน ก็ต้องเข้าเฝ้าฯรับฟังพระราโชบาย แต่ของผู้ว่าฯไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ “ก็กราบทูลท่าน ท่านก็รับสั่งว่า ไม่ใช่ไม่เคยให้เข้าเฝ้าฯ ตอนเป็นผู้ว่าฯซีอีโอก็ให้เข้าเฝ้าฯแล้ว ตอนนี้จึงพยายามกราบทูลท่าน เพื่อให้รองผู้ว่าฯระดับ 9 ที่จะขึ้นเป็นผู้ว่าฯใหม่ ได้เข้าเฝ้าฯเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ซึ่งกราบทูลฯไปแล้ว แต่จะออกหัวออกก้อยยังไงยังไม่ทราบ ที่จริงความเห็นผมคิดว่าผู้ว่าฯควรจะดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วยซ้ำ แต่น้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นเรื่องของทหาร แต่ก็ดูเอาว่าขนาดดื่มแล้วยังเป็นอย่างนี้ ซึ่งผมคงไม่ไปว่ากัน”
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 มีนายสุวโรช พะลัง รองประธาน กมธ. เป็นประธาน ได้ พิจารณางบประมาณของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ตั้งไว้จำนวน 1,561,406,600 บาท ขณะที่ปีที่แล้วได้รับจำนวน 1,311,555,800 บาท ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่ซักถามการสกัดกั้นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน และเว็บหมิ่นสถาบัน ที่หลายคนยังมองว่าไอซีทียังทำงานไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับงบ ประมาณที่ได้รับ จนทำให้มีเว็บในลักษณะดังกล่าวแพร่หลายอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่ น.ส.ละออง ติยะไพรัช กมธ.จากพรรคเพื่อไทย ขอตัดงบประมาณของกระทรวงนี้ลง 50% เหตุเพราะยังไม่มีการปรับกลยุทธ์ในการทำงาน


นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงไอซีที ชี้แจงว่า ยอมรับว่ายังมีเว็บผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งกำลังขอความร่วมมือจากส่วนต่างๆ เพื่อควบคุมเว็บไซต์ที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ขณะที่ระหว่างปี 2551-2553 พบว่ามีข้อความที่หมิ่นสถาบันผ่านเว็บถึง 50,000 ข้อความ ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตา สกัดกั้นเว็บที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้

 

เปิดตัว Red Power และความตอแหลของไอ้ทรราชอภิสิทธิ์

Red Power สื่อสีแดงโดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผงาดแผงหนังสือทุกจังหวัดในวันนี้ เย้ยฟ้าท้าสวรรค์ด้วย ยอดขายทะลุเป้า 30,000 เล่ม แต่ร้านซีเอ็ด กับนายอินทร์ ยังไม่ยอมรับจำหน่าย กลัวอิทธิพลมืด แต่บางสาขาย่อยทนกระแสไม่ไหวแอบวางขาย ร้านหนังสือทั่วไปขานรับเต็มที่ – สร้างปรากฏการณ์ใหม่ “พลังแดงแรงฤทธิ์” กระหึ่มบนท้องถนนอีกครั้ง

เอาภาพ นายก ทรราชมาฝาก ในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความเห็น ภาพประกอบโดย

Pote Elninyo Liverpool’s Photos

ข่าวมติชนออนไลน์

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน 6 วัน 63 ล้านความคิด ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยออกรายการสดทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ผ่านทางรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง โดยเชิญชวนให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 – 3049999

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของรายการได้จัดคิวให้นายอภิสิทธิ์นั่งรับโทรศัพท์จากประชาชนที่ โทรเข้ามา แต่ปรากฎว่านายอภิสิทธิ์รับโทรศัพท์ไป 3 สาย แต่ไม่สามารถสนทนากับประชาชนได้เลย เนื่องจากสายที่โทรเข้ามาโดนตัดทั้งหมด โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างรอสายโทรศัพท์ว่า “ช่างบอกว่าฟิวส์แผงวงจรโทรศัพท์ขาด ซึ่งขณะนี้ได้ทำการซ่อมแล้ว คิดว่ามีคนคู่สายเข้ามาจำนวนมากจึงทำให้ระบบขัดข้อง”

ผู้เชี่ยวชาญวงการโทรทัศน์ให้จข้อสังเกตว่าที่ไม่เปิดเสียงประชาชนโทรหา นายกฯได้อาจเพราะเจอคนโทรเข้ามาด่า เนื่องจากการให้คนโทรมาก่อนจะออกอากาศได้นั้น เสียงจะดีเลย์ราว5วินาทีหากเป็นเสียงด่าเข้ามา เจ้าหน้าที่จะตัดสายทิ้งได้ทัน เป็นไปได้ว่าจะเจอเสียงด่าทุกสายจึงทำให้ออกอากาศไม่ได้

ต่อมาเมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 1 ก.ค. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงมาตรวจสอบระบบโทรศัพท์หมายเลข 02-304-9999 จำนวนสามร้อยเลขหมาย ที่เปิดให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาแสดงความเห็นในโครงการ 6 วัน 63ล้านความคิดร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย หลังจากที่ช่วงเช้าวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงานและเกิดปัญหาคู่สายล่มว่า ยอมรับว่าช่วงครึ่งเช้าวันนี้มีปัญหาด้านโทรศัพท์ เนื่องจากบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) นำตู้ชุมสายขนาดเล็กมาใช้ และฟิวส์ในตู้เกิดขาดในช่วงที่นายกฯเป็นประธานเปิดงาน แต่ขณะนี้ได้แก้ไขและเพิ่มตู้ชุมสายเข้ามาเพิ่มสลับทำงานแล้ว และหลังเวลา 12.00 น. ประชาชนโทรศัพท์เข้ามา 2 พันกว่าราย และจะมีการเปิดรับสายจนถึงเวลา 21.00 น. โดยคาดว่าจะมีประชาชนโทรศัพท์เข้ามา 6 พันราย

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรายงานเรื่องความอึดอัดทางการเมืองของประชาชนอย่าง ไรบ้าง นายสาทิตย์กล่าวว่า มีการแสดงความเห็นว่าอยากให้ตั้งสสร.ใหม่ รวมทั้งการเลือกตั้งต้องโปร่งใส เมื่อถามว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นการปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ร้องเรียนเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยเรื่องนี้จะส่งให้กระทรวงการคลังรับไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่ประชาชนชมเชยหรือด่ารัฐบาล นายสาทิตย์ ได้หันไปสอบถามเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร โดยได้รับคำตอบมาสองแนวทางคือ บางส่วนชมเชยนายกฯและให้กำลังใจ แต่บางส่วนใช้คำหยาบคายด่ารัฐบาลและขอให้ยุบสภา โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกกับนายสาทิตย์ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า “มีคุณป้าคนหนึ่งโทรศัพท์เข้ามาโดยพูดว่า ขอโทษนะคะ อย่าโกรธป้า แต่ขอให้อภิสิทธิ์ไปลงนรก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่และอาสาสามัคร ระบุว่าส่วนใหญ่ประชาชนจะโทรศัพท์มาจากต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานคือจ .อุบลราชธานี จ.ศรีษะเกษ และภาคใต้ ส่วนใหญ่มีความยากจน และขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ส่วนเรื่องการเมืองนั้นมีการให้กำลังใจนายกฯในการทำงาน แต่ไม่ควรไปยุ่งเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯให้มากนัก หากทำเช่นนั้นได้นายกฯจะได้คะแนนเสียงที่ดีกว่านี้ รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลดำเนินคดีกับคนเสื้อเหลืองเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง รวม ทั้งยังเรียกร้องเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.ว่า รัฐบาลไม่ควรช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ เพราะผู้ประกอบการในพื้นที่อื่นๆได้รับผลกระทบจากพ.ร.ก.บริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉินด้วยเช่นกัน

ที่มา: Thai e-news


http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com